F&B แผนกนี้คืออะไร
แผนก F&B เป็นแผนกที่บริการอาหารและเครื่องดื่ม หรือ Food and Beverage Service แผนกนี้เป็นบริการมีโอกาสติดต่อกับแขกโดยตรง การบริการหรือวิธีเสิร์ฟมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารสชาติหรือคุณภาพของอาหารเลยทีเดียว และมีบางคนถึงกับคิดว่าค่าบริการนั้นสำคัญยิ่งกว่าตัวอาหารซะอีก อย่างไรก็ตามทั้งสองอย่างก็ต้องดีควบคู่กันไป คืออาหารต้องอร่อย และบริการต้องดีด้วย ห้องอาหารนั้นจึงจะเป็นที่พอใจของแขก พนักงานที่มีความสุภาพเป็นกันเอง และหน้าตาต้องยิ้มแย้มเสมอถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของอาหารเลยทีเดียว
พนักงานเสิร์ฟที่ดีจำเป็นต้องมีทักษะที่มีความชำนาญในงานที่ทำอยู่บ้าง เช่น การตักอาหารให้แขกโดยตักจากชามใหญ่และหนักโดยใช้ช้อนส้อม และการถือจาน 3-4 ใบที่มีอาหารอยู่ด้วยโดยไม่ให้อาหารหก เป็นต้น อีกทั้งพนักงานเสิร์ฟต้องมีทักษะในการติดต่อกับคน เพราะต้องพูดคุยกับแขกที่มาใช้บริการของห้องอาหาร กล่าวกันว่าพนักงานเสิร์ฟทั้งหลายเปรียบเหมือนเป็น “กองกำลังหรือหน่วยขายอาหาร” เลยทีเดียว เพราะมีเจ้าหน้าที่แนะนำหรือขายสินค้าที่เกี่ยวกับอาหารที่แผนกคัวทำขึ้นมาแก่ลูกค้า พนักงานเสิร์ฟจะชนะใจลูกค้าได้ด้วยการรู้จักกาลเทศะ มีเสน่ห์น่าพูดด้วย ทำงานได้คล่องแคล่ว และรอบรู้ในงานที่ต้องเองรับผิดชอบ เช่นสามารถแนะนำลูกค้าถึงการเลือกสั่งอาหารอะไร และอธิบายให้ลูกค้าฟังว่าอาหารเป็นอย่างไร และปรุงด้วยวิธีอย่างไร
การบริการที่ดียังรวมถึงการมีจังหวะที่เหมาะสมในการให้บริการ เช่น เมื่อแขกต้องการอะไรก็รีบสนองตอบอย่างรวดเร็วทันใจ เป็นต้น พนักงานเสิร์ฟควรจะล่วงรู้ว่าแขกกำลังต้องการอะไรก่อนที่แขกจะเอ่ยปากขอ นอกจากนี้พนักงานควรเตรียมงานล่วงหน้าไป 1 ขั้นเสมอ เช่นการรีบไปบอกแผนกครัวว่ามีแขกกลุ่มใหญ่เข้ามาแล้ว เพื่อให้พ่อครัวรู้ตัวและสามารถที่จะเตรียมการล่วงหน้าได้
ในกรณีของห้องอาหารเล็ก ๆ ที่มีพนักงานเสิร์ฟ 2-3 คน งานในความรับผิดชอบของพนักงานเสิร์ฟจะแบ่งขอบข่ายกว้าง ๆ ดังนี้
1.ตกแต่งหรือจัดแจงห้องอาหารให้ดูดี และสะดวกสบาย
2.จัดวางโต๊ะเก้าอี้ และอุปกรณ์เครื่องใช้บนโต๊ะ
3.รับจองโต๊ะจากลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามาจอง
4.ต้อนรับลูกค้า
5.รับออเดอร์ หรือคำสั่งเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มจากลูกค้า
6.นำอาหารและเครื่องดื่มไปเสิร์ฟ
7.เก็บโต๊ะเมื่อลูกค้ารับประทานอาหารเสร็จแล้ว
8.กล่าวขอคุณเมื่อแขกจะกลับ หรือส่งแขก
9.ทำความสะอาดห้องอาหาร
ในกรณีของห้องอาหารขนาดใหญ่ จะมีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ดังนั้นหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละคนจึงแบ่งกระจายกันออกไป ดังนี้
1.ผู้จัดการห้องอาหาร (Restaurant Manager) ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบห้องอาหารในทุกเรื่อง วาง/กำหนดมาตรฐานของการบริการ วางแผนตารางเวลาและการทำงานของพนักงานฝึกสอนงานแก่พนักงาน รับจองโต๊ะ ต้อนรับลูกค้า พาลูกค้าไปที่โต๊ะ และเมื่อถูกต่อว่าผู้จัดการต้องเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ
2.หัวหน้าพนักงานเสิร์ฟ (ชาย Head Waiter/หญิง Head Waitress หรือ Maltre d’Hotel หรือนิยมเรียกกันว่า Maltre D.) เป็นตำแหน่งรองผู้จัดการห้องอาหาร ถ้าเป็นห้องอาหารขนาดเล็กก็จะเป็นผู้ที่ดูแลห้องอาหารทั้งหมด ในกรณีที่เป็นห้องอาหารขนาดใหญ่ จะมีหัวหน้าหลายคน โดยคนหนึ่งจะดูแล 3-4 Station เป็นเขตบริการหรือเขตที่ต้องรับผิดชอบในห้องอาหารที่พนักงานแต่ละคนต้องรับผิดชอบและดูแลลูกค้าที่นั่งโต๊ะ ซึ่ง Station หนึ่งจะมีหลายโต๊ะ Head Waiter มีหน้าที่ที่ต้องควบคุมการทำงานของพนักงานเสิร์ฟในเขตความรับผิดชอบของตน เช่น ช่วยพาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ และรับคำสั่งจากลูกค้าที่ต้องการสั่งอาหาร
•พนักงานเสิร์ฟอาวุโสประจำเขต (Station Waiter/Station Waitress หรือ Chef de Rang) มีหน้าที่เสิร์ฟหรือให้บริการลูกค้าหลายโต๊ะใน Station หรือเขตของตน ส่วนมากจะมีลูกค้ารวมกันประมาน 20 คน เมื่อลูกค้าสั่งอาหารแล้วก็จะคอยปรับเปลี่ยนอุปกรณ์บนโต๊ะต่างๆ เช่น มีด ช้อนส้อม ให้เหมาะกับอาหารของลูกค้าที่สั่ง และเคลียร์ตะเมื่อลูกค้ารับประทานอาหารเสร็จแล้ว
•ผู้ช่วยพนักงานเสิร์ฟ (Commis Waiter/Commis Waitress) มีหน้าที่ช่วยบริการด้านอาหาร จัดโต๊ะ เคลียร์โต๊ะ โดยทั่วไปผู้ช่วยพนักงานเสิร์ฟจะเป็นคนยกอาหารที่ทำเสร็จจากครัวมาที่ห้องอาหาร และนำพวกอุปกรณ์ต่างๆ ที่ลูกค้าใช้แล้วกลับไปในครัวเพื่อให้แผนกสจ๊วตทำความสะอาด ในเมืองไทยนิยมเรียกหน้าที่นี้ว่า Bus Boy/Bus Girl มีหน้าที่ “เคลียโต๊ะ และวิ่งอาหาร”
•พนักงานเสิร์ฟเหล้า (Wine Waiter/Wine Waitress หรือ Sommellier ซอมเมอลิเยร์) มีหน้าที่รับคำสั่งหรือออเดอร์ที่เกี่ยวกับเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ
3.พนักงานเก็บเงิน หรือแคชเชียร์ (Cashier) มีหน้าที่ในการออกใบเสร็จและเก็บเงิน แต่คนที่นำใบเสร็จไปให้ลูกค้าได้แก่พนักงานเสิร์ฟ
4.พนักงานประจำบาร์ขายเหล้า (Barperson, Barman/Barmaid, Bartender) คำว่า Bartender ในภาษาอังกฤษนั้นสามารถเรียกได้ทั้งพนักงานชาย และหญิง แต่ในเมืองไทยถ้าเป็นผู้หญิงจะเรียกว่า Bartendee จะประจำอยู่บาร์เหล้าต้องมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการผสมสุราต่างๆ ซึ่งต้องเรียนรู้ แต่วีเรียนรู้ที่ดีที่สุดก็ต้องอาศัยการฝึกและประสบการณ์ เช่น ต้องรู้วิธีรินเบียร์โดยไม่ให้มีฟองมาก วิธีค่อยๆ รินเหล้าไวน์ แบบไม่ให้มีตะกอนไหลลงมาด้วย วิธีผมสมเครื่องดื่มประเภทค็อกเทล รวมถึงจำราคาและจำนวนของเครื่องดื่มต่างๆ ที่ลูกค้าสั่งได้ด้วย นอกจากนี้ Bartender ที่ดีต้องเป็นคนช่างพูดด้วย เพราะจะต้องพบปะลูกค้าโดยตรงและลูกค้าก็มีหลายแบบ ซึ่งถ้าชอบพูดคุยกับตนด้วยก็จะทำให้สนุกไปกับงานและช่วยให้ขายดีด้วย เพราะลูกค้าบางส่วนเวลามาสั่งเครื่องดื่มจะต้องการเพื่อนคุย และถ้าพูดคุยถูกคอก็จะสั่งเครื่องดื่มไปเรื่อยๆ และต้องสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเวลาลูกค้ามาด่าด้วยคำหยาบ หรือในกรณีที่มีลูกค้าเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก
แผนกจัดเลี้ยง (The Catering Department) แผนกนี้จะเป็นเรื่องของการบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มเหมือนกับแผนกอาหารและเครื่องดื่ม แต่ลักษณะของการทำงานมีส่วนแตกต่างกันโดยแผนกอาหารและเครื่องดื่มจะดูและห้องอาหารซึ่งเป็นแค่กลุ่มย่อยๆ แต่แผนกจัดเลี้ยงจะต้องเตรียมการและบริการคนครั้งละมากๆ จึงจำเป็นต้องให้การทำงานมีความคล่องตัว
ME ME ^^"
วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555
จัดเลี้ยงนอกสถานที่ให้ประทับใจลูกค้า
หากหัวใจของการจัดเลี้ยง คือการสร้างความประทับใจให้กับเจ้าของและแขกผู้ร่วมงานแล้วละก็ ผู้ดำเนินธุรกิจจัดเลี้ยงต้องควบคุมดูแลภาพรวมของงานให้สมบูรณ์แบบที่สุด ต้องทำความเข้าใจเรื่องรูปแบบของงานที่ลูกค้าต้องการ ต้องเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และบุคลากร ต้องคำนึงถึงการตกแต่งสถานที่อย่างสวยงาม หน้าตาและรสชาติอาหาร เป็นต้น ในวันนี้เราจะพูดถึงการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ให้ประทับใจ ซึ่งกว่าที่จะจัดงานหนึ่งงานออกมาได้นั้น ผู้จัดงานต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ประกอบด้วยเสมอ
1.ต้องคุยกับเจ้าของงานก่อนเพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องต้น เช่น จะจัดเลี้ยงเนื่องในโอกาสใด งานแต่งงาน งานบวช งานวันเกิด หรืองานเลี้ยงปลดเกษียณ เจ้าของงานเป็นคน แบบไหน อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร แขกเป็นใครบ้าง เพื่อที่เราจะได้ตีโจทย์ และแนะนำรูปแบบที่เหมาะสมกับเขา หรือถ้าหากเจ้าของงานมีรูปแบบงานอยู่ในใจแล้วยิ่งดี เพราะจะช่วยให้ง่ายต่อการจัดงานให้ถูกใจ โดยทั่วไปแล้วรูปแบบของการจัดเลี้ยงมีอยู่ 3 แบบ
•งานเลี้ยงแบบค็อกเทล
งานเลี้ยงที่มีการเชิญแขกเป็นจำนวนมาก น่าจะเหมาะสมกับรูปแบบค็อกเทลมากที่สุด เพราะไม่เสียเนื้อที่ในการจัดวางโต๊ะรับประทานอาหาร โดยจะจัดบริการอาหารไว้รอบ ๆ งาน ให้แขกเดินเลือกได้ตามใจชอบ โดยมากจะเป็นอาหารทานเล่นเบา ๆ ขนาดพอดีคำ งานเลี้ยงแบบนี้พนักงานจะเดินถือถาดคอยบริการเครื่องดื่มตลอดทั้งงาน ซึ่งเครื่องดื่มก็มีทั้งแบบมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ จัดได้ทั้งในอาคารและนอกอาคารในรูปแบบที่ไม่เป็นพิธีการมากนัก
•งานเลี้ยงแบบบุฟเฟต์
งานเลี้ยงบุฟเฟต์จะเป็นอาหารที่หนักท้องกว่าแบบค็อกเทล โดยจะมีทั้งอาหารคาวหวานครบครัน ซึ่งจะมีการจัดอาหารเรียงรายไว้ให้แขกเลือกตักแล้วนำไปรับประทานที่โต๊ะ บนโต๊ะอาจมีการจัดวางช้อนส้อม แก้วน้ำไว้ หรือบางงานอาจจัดวางภาชนะอุปกรณ์ เช่น จาน ช้อนส้อม ถ้วยชาม ฯลฯ ไว้ที่โต๊ะบุฟเฟต์ พนักงานสามารถช่วยอำนวยความสะดวกโดยการช่วยตักแบ่งอาหารบางอย่างให้ที่โต๊ะบุฟเฟต์ รวมทั้งคอยเติมอาหารในถาดด้วย
•งานเลี้ยงแบบโต๊ะจีน
เป็นงานที่แขกจะนั่งประจำที่โต๊ะตลอดเวลา เพราะพนักงานจะนำอาหารจัดใส่จานขนาดใหญ่ ทยอยกันออกมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ รวม 8-12 อย่างต่อชุด ต่อคน 10 คน ก่อนแขกมาถึงงานพนักงานต้องเตรียมจัดวางอุปกรณ์ประจำแต่ละที่นั่ง ได้แก่ จานเล็ก ถ้วย (ชาม) ใบเล็ก ช้อน ตะเกียบ แก้วน้ำ ให้พร้อม เมื่อแขกมาครบจึงเริ่มเสิร์ฟอาหารสำหรับโต๊ะจีนแบ่งเป็น 5 กลุ่มตามลำดับ คือ อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานร้อน อาหารจานหลัก อาหารอิ่มท้อง และอาหารหวาน เมื่ออาหารมาถึงโต๊ะพนักงานจะวางอาหารกลางโต๊ะ และคอยเก็บอาหารที่รับประทานหมดแล้วออกไป นอกจากนี้ยังต้องคอยบริการน้ำดื่ม และอื่น ๆ ที่แขกต้องการด้วย
2.ในเรื่องของอาหาร จะทำเมนูอะไร รสชาติแบบไหน ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของลูกค้าด้วย ถ้าเป็นงานที่มีแขกผู้ใหญ่ อาจต้องเน้นอาหารหนักมากกว่าอาหารทานเล่น โดยเน้นจัดเป็นบุฟเฟ่ต์หรือโต๊ะจีน และควรจัดอาหารในรูปแบบที่เขาคุ้นเคย ไม่เน้นดีไซน์แปลก ๆ สมัยใหม่มากนัก เพราะหากแขกไม่คุ้นเคยก็อาจไม่รับประทาน
3.ต้องเตรียมอุปกรณ์ไปให้พร้อม ทำบันทึกรายการที่จะต้องเตรียมไปให้ครบถ้วน เนื่องจากเราออกไปนอกสถานที่ หากขาดเหลืออะไร จะย้อนกลับมาก็ดูจะเป็นการลำบาก ซ้ำยังเป็นการแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพอีกด้วย อย่างไรก็ดี ควรมีการประสานกับเจ้าของงานให้ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่ ระบบไฟ สำหรับใช้กับอุปกรณ์เครื่องมือที่เราเตรียมไปด้วย ส่วนน้ำไม่จำเป็นเพราะการจัดเลี้ยงนอกสถานที่จะไม่มีการล้างภาชนะใด ๆ เราเตรียมไปให้พอแล้วก็ขนกลับมาล้างเองทั้งหมด
ในปัจจุบันลูกค้าชอบที่จะได้รับบริการแบบครบวงจร หากผู้จัดเลี้ยงสามารถอำนวยความสะดวก และตอบสนองได้ทุกความต้องการของลูกค้า ย่อมสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและแขกที่มาร่วมงานอีกนับร้อยคน นั่นหมายความว่า เมื่อมีคนคิดจะจัดงานเลี้ยงในครั้งต่อไป เขาจะนึกถึงความประทับใจที่ได้จากบริการของคุณ และเลือกที่จะโทรหาคุณก่อนผู้จัดงานรายอื่น ๆ
หากหัวใจของการจัดเลี้ยง คือการสร้างความประทับใจให้กับเจ้าของและแขกผู้ร่วมงานแล้วละก็ ผู้ดำเนินธุรกิจจัดเลี้ยงต้องควบคุมดูแลภาพรวมของงานให้สมบูรณ์แบบที่สุด ต้องทำความเข้าใจเรื่องรูปแบบของงานที่ลูกค้าต้องการ ต้องเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และบุคลากร ต้องคำนึงถึงการตกแต่งสถานที่อย่างสวยงาม หน้าตาและรสชาติอาหาร เป็นต้น ในวันนี้เราจะพูดถึงการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ให้ประทับใจ ซึ่งกว่าที่จะจัดงานหนึ่งงานออกมาได้นั้น ผู้จัดงานต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ประกอบด้วยเสมอ
1.ต้องคุยกับเจ้าของงานก่อนเพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องต้น เช่น จะจัดเลี้ยงเนื่องในโอกาสใด งานแต่งงาน งานบวช งานวันเกิด หรืองานเลี้ยงปลดเกษียณ เจ้าของงานเป็นคน แบบไหน อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร แขกเป็นใครบ้าง เพื่อที่เราจะได้ตีโจทย์ และแนะนำรูปแบบที่เหมาะสมกับเขา หรือถ้าหากเจ้าของงานมีรูปแบบงานอยู่ในใจแล้วยิ่งดี เพราะจะช่วยให้ง่ายต่อการจัดงานให้ถูกใจ โดยทั่วไปแล้วรูปแบบของการจัดเลี้ยงมีอยู่ 3 แบบ
•งานเลี้ยงแบบค็อกเทล
งานเลี้ยงที่มีการเชิญแขกเป็นจำนวนมาก น่าจะเหมาะสมกับรูปแบบค็อกเทลมากที่สุด เพราะไม่เสียเนื้อที่ในการจัดวางโต๊ะรับประทานอาหาร โดยจะจัดบริการอาหารไว้รอบ ๆ งาน ให้แขกเดินเลือกได้ตามใจชอบ โดยมากจะเป็นอาหารทานเล่นเบา ๆ ขนาดพอดีคำ งานเลี้ยงแบบนี้พนักงานจะเดินถือถาดคอยบริการเครื่องดื่มตลอดทั้งงาน ซึ่งเครื่องดื่มก็มีทั้งแบบมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ จัดได้ทั้งในอาคารและนอกอาคารในรูปแบบที่ไม่เป็นพิธีการมากนัก
•งานเลี้ยงแบบบุฟเฟต์
งานเลี้ยงบุฟเฟต์จะเป็นอาหารที่หนักท้องกว่าแบบค็อกเทล โดยจะมีทั้งอาหารคาวหวานครบครัน ซึ่งจะมีการจัดอาหารเรียงรายไว้ให้แขกเลือกตักแล้วนำไปรับประทานที่โต๊ะ บนโต๊ะอาจมีการจัดวางช้อนส้อม แก้วน้ำไว้ หรือบางงานอาจจัดวางภาชนะอุปกรณ์ เช่น จาน ช้อนส้อม ถ้วยชาม ฯลฯ ไว้ที่โต๊ะบุฟเฟต์ พนักงานสามารถช่วยอำนวยความสะดวกโดยการช่วยตักแบ่งอาหารบางอย่างให้ที่โต๊ะบุฟเฟต์ รวมทั้งคอยเติมอาหารในถาดด้วย
•งานเลี้ยงแบบโต๊ะจีน
เป็นงานที่แขกจะนั่งประจำที่โต๊ะตลอดเวลา เพราะพนักงานจะนำอาหารจัดใส่จานขนาดใหญ่ ทยอยกันออกมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ รวม 8-12 อย่างต่อชุด ต่อคน 10 คน ก่อนแขกมาถึงงานพนักงานต้องเตรียมจัดวางอุปกรณ์ประจำแต่ละที่นั่ง ได้แก่ จานเล็ก ถ้วย (ชาม) ใบเล็ก ช้อน ตะเกียบ แก้วน้ำ ให้พร้อม เมื่อแขกมาครบจึงเริ่มเสิร์ฟอาหารสำหรับโต๊ะจีนแบ่งเป็น 5 กลุ่มตามลำดับ คือ อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานร้อน อาหารจานหลัก อาหารอิ่มท้อง และอาหารหวาน เมื่ออาหารมาถึงโต๊ะพนักงานจะวางอาหารกลางโต๊ะ และคอยเก็บอาหารที่รับประทานหมดแล้วออกไป นอกจากนี้ยังต้องคอยบริการน้ำดื่ม และอื่น ๆ ที่แขกต้องการด้วย
2.ในเรื่องของอาหาร จะทำเมนูอะไร รสชาติแบบไหน ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของลูกค้าด้วย ถ้าเป็นงานที่มีแขกผู้ใหญ่ อาจต้องเน้นอาหารหนักมากกว่าอาหารทานเล่น โดยเน้นจัดเป็นบุฟเฟ่ต์หรือโต๊ะจีน และควรจัดอาหารในรูปแบบที่เขาคุ้นเคย ไม่เน้นดีไซน์แปลก ๆ สมัยใหม่มากนัก เพราะหากแขกไม่คุ้นเคยก็อาจไม่รับประทาน
3.ต้องเตรียมอุปกรณ์ไปให้พร้อม ทำบันทึกรายการที่จะต้องเตรียมไปให้ครบถ้วน เนื่องจากเราออกไปนอกสถานที่ หากขาดเหลืออะไร จะย้อนกลับมาก็ดูจะเป็นการลำบาก ซ้ำยังเป็นการแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพอีกด้วย อย่างไรก็ดี ควรมีการประสานกับเจ้าของงานให้ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่ ระบบไฟ สำหรับใช้กับอุปกรณ์เครื่องมือที่เราเตรียมไปด้วย ส่วนน้ำไม่จำเป็นเพราะการจัดเลี้ยงนอกสถานที่จะไม่มีการล้างภาชนะใด ๆ เราเตรียมไปให้พอแล้วก็ขนกลับมาล้างเองทั้งหมด
ในปัจจุบันลูกค้าชอบที่จะได้รับบริการแบบครบวงจร หากผู้จัดเลี้ยงสามารถอำนวยความสะดวก และตอบสนองได้ทุกความต้องการของลูกค้า ย่อมสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและแขกที่มาร่วมงานอีกนับร้อยคน นั่นหมายความว่า เมื่อมีคนคิดจะจัดงานเลี้ยงในครั้งต่อไป เขาจะนึกถึงความประทับใจที่ได้จากบริการของคุณ และเลือกที่จะโทรหาคุณก่อนผู้จัดงานรายอื่น ๆ
การเก็บรักษาเครื่องมือและเครื่องใช้ในบาร์
เครื่องมือเครื่องใช้ในบาร์ เราจำเป็นจะต้องรักษาให้สะอาดและจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสะอาดของเครื่องมือต่าง ๆ เช่น มีดหรือที่เปิดขวด หรือจุกเหล้าต่าง ๆ นอกจากนั้นยังเกิดสนิมขึ้นง่าย ๆ อีกด้วย เครื่องมือเครื่องใช้ในบาร์นั้น บางอย่างล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วก็เช็ดด้วยผ้าให้แห้งและสะอาด พยายามเก็บไว้ให้เป็นที่ จะได้รู้ว่าอยู่ตรงไหนและเลือกที่ไว้ให้ง่ายต่อการหยิบฉวย จำพวก Shaker หรือที่เขย่าเหล้าเมื่อใช้เสร็จ จะต้องรีบล้างให้สะอาดทุกครั้ง แล้วใส่ในตู้เย็น หรือวางไว้ยังที่ที่กำหนดไว้ จะได้สะดวกเมื่อจะผสมเหล้าสูตรต่าง ๆ อย่าวางทิ้งไว้โดยที่ไม่ได้ล้าง แล้วผสมเหล้าชนิดใหม่ลงไปทันที เพราะจะเสียรสของเหล้าชนิดนั้น ๆ เนื่องจากสูตรเหล้าไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงควรแบ่งการทำความสะอาดดังนี้
1.พื้นถูให้สะอาด กวาดให้เรียบร้อย อย่าให้มีเศษผลไม้หรือเศษผงเหลืออยู่ พยายามอย่าให้พื้นเปียก ต้องให้พื้นแห้งอยู่เสมอ
2.อ่างล้างแก้ว ขัดถูให้สะอาดทุกวัน อย่าให้มีเศษผลไม้หรือเมล็ดผลไม้ตกอยู่ เพราะอาจทำให้ท่อระบายน้ำตันได้
3.ตู้แช่เย็นและถังน้ำแข็ง ควรถูและเช็ดให้สะอาดแวววาวเสมอทั้งด้านในตู้เย็นและด้านนอกของตู้เย็น
4.ถาดใส่แก้ว จะต้องล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้งหลังจากปิดบาร์แล้ว
5.แก้วต่าง ๆ เมื่อนำออกมาจากในครัวแล้ว ควรตรวจดูให้สะอาดและเช็ดด้วยผ้าแห้งอย่าให้มีรอยคราบน้ำหรือลิปสติกหรือคราบของความสกปรกหลงเหลืออยู่ ถ้าหากพบว่าแก้วสกปรก ให้นำกลับไปไว้ในครัว เพื่อล้างซ้ำอีกครั้ง
6.ขวดเปล่าหรือลังเปล่า จะต้องเก็บใส่ภาชนะให้เป็นระเบียบ ขวดน้ำอัดลมก็นำใส่ลังของน้ำอัดลม ชนิดไหนก็ใส่ชนิดนั้น
7.ชั้นวางของและหิ้ง ถูและเช็ดให้สะอาด และพยายามวางของให้เป็นระเบียบ อย่าให้มีคราบสกปรกติดอยู่ และควรปิดให้มิดชิดทุกครั้ง เพื่อกันแมลงสาบ จิ้งจก หรือหนูเข้าไปอาศัยอยู่
8.ขวดเหล้า ควรทำความสะอาดให้มาก เช็ดด้วยน้ำมาก ๆ อย่าให้มีฝุ่นจับ เหล้าที่ใช้อยู่ในขวด แต่ยังไม่หมดขวดควรปิดให้สนิท เพราะอาจมีตัวมด หรือแมลงเข้ไปกินเหล้าได้ เช่น จำพวกเหล้า Vermouth ต่าง ๆ
9.พวกเครื่องผสมและน้ำผลไม้กระป๋อง เช่น น้ำสับปะรดกระป๋อง หรือน้ำมะเขือเทศ ถ้าใช้ไม่หมดกระป๋อง อย่าปล่อยทิ้งค้างคืนไว้ในตู้เย็น ควรถ่ายลงในแก้วสะอาดและเปิดจุกไว้เพราะถ้าทิ้งไว้ในกระป๋องดีบุกและความชื้นของอากาศจะทำให้ผลไม้นั้น ๆ เกิดการเสียได้ และทำให้เป็นพิษแก่ร่างกาย หากดื่มเข้าไป
หมายเหตุ ความสะอาดจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบาร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะจะทำให้แขกรู้สึกอยากดื่มเหล้า
เครื่องมือเครื่องใช้ในบาร์ เราจำเป็นจะต้องรักษาให้สะอาดและจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสะอาดของเครื่องมือต่าง ๆ เช่น มีดหรือที่เปิดขวด หรือจุกเหล้าต่าง ๆ นอกจากนั้นยังเกิดสนิมขึ้นง่าย ๆ อีกด้วย เครื่องมือเครื่องใช้ในบาร์นั้น บางอย่างล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วก็เช็ดด้วยผ้าให้แห้งและสะอาด พยายามเก็บไว้ให้เป็นที่ จะได้รู้ว่าอยู่ตรงไหนและเลือกที่ไว้ให้ง่ายต่อการหยิบฉวย จำพวก Shaker หรือที่เขย่าเหล้าเมื่อใช้เสร็จ จะต้องรีบล้างให้สะอาดทุกครั้ง แล้วใส่ในตู้เย็น หรือวางไว้ยังที่ที่กำหนดไว้ จะได้สะดวกเมื่อจะผสมเหล้าสูตรต่าง ๆ อย่าวางทิ้งไว้โดยที่ไม่ได้ล้าง แล้วผสมเหล้าชนิดใหม่ลงไปทันที เพราะจะเสียรสของเหล้าชนิดนั้น ๆ เนื่องจากสูตรเหล้าไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงควรแบ่งการทำความสะอาดดังนี้
1.พื้นถูให้สะอาด กวาดให้เรียบร้อย อย่าให้มีเศษผลไม้หรือเศษผงเหลืออยู่ พยายามอย่าให้พื้นเปียก ต้องให้พื้นแห้งอยู่เสมอ
2.อ่างล้างแก้ว ขัดถูให้สะอาดทุกวัน อย่าให้มีเศษผลไม้หรือเมล็ดผลไม้ตกอยู่ เพราะอาจทำให้ท่อระบายน้ำตันได้
3.ตู้แช่เย็นและถังน้ำแข็ง ควรถูและเช็ดให้สะอาดแวววาวเสมอทั้งด้านในตู้เย็นและด้านนอกของตู้เย็น
4.ถาดใส่แก้ว จะต้องล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้งหลังจากปิดบาร์แล้ว
5.แก้วต่าง ๆ เมื่อนำออกมาจากในครัวแล้ว ควรตรวจดูให้สะอาดและเช็ดด้วยผ้าแห้งอย่าให้มีรอยคราบน้ำหรือลิปสติกหรือคราบของความสกปรกหลงเหลืออยู่ ถ้าหากพบว่าแก้วสกปรก ให้นำกลับไปไว้ในครัว เพื่อล้างซ้ำอีกครั้ง
6.ขวดเปล่าหรือลังเปล่า จะต้องเก็บใส่ภาชนะให้เป็นระเบียบ ขวดน้ำอัดลมก็นำใส่ลังของน้ำอัดลม ชนิดไหนก็ใส่ชนิดนั้น
7.ชั้นวางของและหิ้ง ถูและเช็ดให้สะอาด และพยายามวางของให้เป็นระเบียบ อย่าให้มีคราบสกปรกติดอยู่ และควรปิดให้มิดชิดทุกครั้ง เพื่อกันแมลงสาบ จิ้งจก หรือหนูเข้าไปอาศัยอยู่
8.ขวดเหล้า ควรทำความสะอาดให้มาก เช็ดด้วยน้ำมาก ๆ อย่าให้มีฝุ่นจับ เหล้าที่ใช้อยู่ในขวด แต่ยังไม่หมดขวดควรปิดให้สนิท เพราะอาจมีตัวมด หรือแมลงเข้ไปกินเหล้าได้ เช่น จำพวกเหล้า Vermouth ต่าง ๆ
9.พวกเครื่องผสมและน้ำผลไม้กระป๋อง เช่น น้ำสับปะรดกระป๋อง หรือน้ำมะเขือเทศ ถ้าใช้ไม่หมดกระป๋อง อย่าปล่อยทิ้งค้างคืนไว้ในตู้เย็น ควรถ่ายลงในแก้วสะอาดและเปิดจุกไว้เพราะถ้าทิ้งไว้ในกระป๋องดีบุกและความชื้นของอากาศจะทำให้ผลไม้นั้น ๆ เกิดการเสียได้ และทำให้เป็นพิษแก่ร่างกาย หากดื่มเข้าไป
หมายเหตุ ความสะอาดจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบาร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะจะทำให้แขกรู้สึกอยากดื่มเหล้า
อินเทอร์เน็ตกับโรงแรมและรีสอร์ท
ท่านผู้อ่านคะ หลายท่านคงเข้าใจผิดว่าการที่ทำเว็บไซต์ของโรงแรมบนอินเทอร์เน็ต ถือว่าเป็นที่สุดของการทำการตลาดบน อินเทอร์เน็ตของโรงแรม นี่เป็นข้อที่ผิดพลาดมากที่สุด เนื่องจากเรายังสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้มากกว่านี้ วันนี้ JobsDB จะขอนำเสนอประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตกับงานโรงแรม ดังนี้
นอกจากเว็บไซต์ที่มีการออกแบบอย่างสมบูรณ์ จะสามารถผลักดันการส่งเสริมการขายเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจแล้ว การโฆษณาผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ต และ Search Engine ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญให้มีผลตอบแทนจากการส่งเสริมการขายให้ได้ผลเร็วที่สุด และมีศักยภาพอย่างมาก
ดังนั้นจุดหลักที่จะทำให้มีคนเข้ามาดูเว็บไชต์ของเราจะมีด้วยกันอยู่ 2 ส่วนก็คือ
1.การโฆษณาผ่านทางสื่ออินเตอร์เน็ต นั้นคือ การสร้างเครือข่ายเพื่อนำ Link ของโรงแรมของเราไปใส่ไว้ในสื่ออื่น ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง และโดยอ้อม
2.Search Engine นั้นคือ การสร้าง Keyword เพื่อให้หน้า Link ของโรงแรมเราไปอยู่ในลำดับแรก ๆ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ผู้เชี่ยวชาญในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับนั้น มักจะเผยแพร่เว็บไซต์ของเราไปยังผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสนใจในการท่องเที่ยว ผ่านการใช้ Keyword ที่ไม่ดี ดังนั้น การใช้ Keyword ที่ดี ควรเป็นคำที่ใช้ค้นหาแบบปกติ และสอดคล้องกับคนที่เกี่ยวข้องหรือสนใจการท่องเที่ยว
แต่ 2 ส่วนที่พูดขึ้นมานั้นก็ยังเป็นแค่งานเพียงครึ่งเดียวของงานทั้งหมด เนื่องด้วยถึงแม้ว่าจะมีคนเข้ามาเยี่ยมชมมากสักเท่าไร แต่ถ้าการออกแบบ หรือเนื้อหาที่ไม่ดีก็จะไม่ช่วยให้โรงแรมมียอดขายที่มากขึ้นได้ ซึ่งจะทำอย่างไรดีกับการทำให้เนื้อหาในเว็บไซต์มีความน่าสนใจ
อย่างแรกเราต้องพิจารณาถึง คู่แข่ง ก่อน ซึ่งจะพิจารณาแค่โรงแรมโดยรอบของคุณไม่ได้ แต่ต้องคำนึงไปทั่วโลก เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางไปทั่วโลก โดยวิเคราะห์ถึงจุดเด่น จุดด้อย อะไรที่เรามีแต่คนอื่นไม่มี เพื่อที่นำไปใช้ในการสร้างเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา
อย่างที่สองคือต้องทำโปรโมชั่นที่สร้างคุณค่า เช่นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องลดราคาลง เนื่องจากจะเป็นการทำลายคุณภาพของโรงแรมของเราเอง และแน่นอนว่า เราต้องดูลักษณะของผู้ที่จะเข้าพัก ที่มีหลายประเภท เช่น นักท่องเที่ยวแบบอิสระหรือนักท่องเที่ยวแบบองค์กร ซึ่งจะมีวิธีการขายที่แตกต่างกันไป และการทำ
โปรโมชั่นที่ดีนั้น ควรจะเป็นการทำเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่นการจองห้องพัก แถมการท่องเที่ยว หรือบริการสปา เป็นต้น
อย่างที่สามคือ มีนโยบายการทำตลาดเชิงขออนุญาต เพื่อให้มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติม โดยส่งจดหมายข่าวออกไป พร้อมข้อเสนอพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น “เรานำเสนอสิทธิพิเศษแบบใหม่ที่เหนือกว่าธรรมดา คลิกที่นี่ เพื่อที่จะเข้าร่วมอยู่ในรายชื่ออีเมลของเรา และจะได้รับการแจ้งแบบส่วนตัวล่วงหน้าสำหรับสิทธิพิเศษของเราก่อนใคร ๆ” เป็นต้น และจะเป็นการสร้างฐานข้อมูลของลูกค้าในอนาคตของเราได้ และที่สำคัญก็คือ ควรจะเก็บ Life-style ของลูกค้ามาด้วยสำหรับเตรียมทำโปรโมชั่นใหม่ ๆ ออกมา
เห็นไหมคะ ท่านผู้อ่านการให้บริการที่เหนือกว่า สามารถทำได้ผ่านการทำการตลาดบนอินเตอร์เน็ตของโรงแรม ซึ่งเป็นวิธีการง่าย ๆ และเป็นเครื่องมือที่มีราคาถูกที่สุดที่ทำให้มีลูกค้าเข้ามาจองที่พัก หรือใช้บริการได้มากขึ้น และในภาวะเช่นนี้ JobsDB เองก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อคิดเห็นดี ๆ เพื่อที่จะทำให้ปริมาณแขกที่เข้าพักของโรงแรมของท่านมีเพิ่มขึ้นด้วยนะคะ
ท่านผู้อ่านคะ หลายท่านคงเข้าใจผิดว่าการที่ทำเว็บไซต์ของโรงแรมบนอินเทอร์เน็ต ถือว่าเป็นที่สุดของการทำการตลาดบน อินเทอร์เน็ตของโรงแรม นี่เป็นข้อที่ผิดพลาดมากที่สุด เนื่องจากเรายังสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้มากกว่านี้ วันนี้ JobsDB จะขอนำเสนอประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตกับงานโรงแรม ดังนี้
นอกจากเว็บไซต์ที่มีการออกแบบอย่างสมบูรณ์ จะสามารถผลักดันการส่งเสริมการขายเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจแล้ว การโฆษณาผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ต และ Search Engine ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญให้มีผลตอบแทนจากการส่งเสริมการขายให้ได้ผลเร็วที่สุด และมีศักยภาพอย่างมาก
ดังนั้นจุดหลักที่จะทำให้มีคนเข้ามาดูเว็บไชต์ของเราจะมีด้วยกันอยู่ 2 ส่วนก็คือ
1.การโฆษณาผ่านทางสื่ออินเตอร์เน็ต นั้นคือ การสร้างเครือข่ายเพื่อนำ Link ของโรงแรมของเราไปใส่ไว้ในสื่ออื่น ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง และโดยอ้อม
2.Search Engine นั้นคือ การสร้าง Keyword เพื่อให้หน้า Link ของโรงแรมเราไปอยู่ในลำดับแรก ๆ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ผู้เชี่ยวชาญในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับนั้น มักจะเผยแพร่เว็บไซต์ของเราไปยังผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสนใจในการท่องเที่ยว ผ่านการใช้ Keyword ที่ไม่ดี ดังนั้น การใช้ Keyword ที่ดี ควรเป็นคำที่ใช้ค้นหาแบบปกติ และสอดคล้องกับคนที่เกี่ยวข้องหรือสนใจการท่องเที่ยว
แต่ 2 ส่วนที่พูดขึ้นมานั้นก็ยังเป็นแค่งานเพียงครึ่งเดียวของงานทั้งหมด เนื่องด้วยถึงแม้ว่าจะมีคนเข้ามาเยี่ยมชมมากสักเท่าไร แต่ถ้าการออกแบบ หรือเนื้อหาที่ไม่ดีก็จะไม่ช่วยให้โรงแรมมียอดขายที่มากขึ้นได้ ซึ่งจะทำอย่างไรดีกับการทำให้เนื้อหาในเว็บไซต์มีความน่าสนใจ
อย่างแรกเราต้องพิจารณาถึง คู่แข่ง ก่อน ซึ่งจะพิจารณาแค่โรงแรมโดยรอบของคุณไม่ได้ แต่ต้องคำนึงไปทั่วโลก เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางไปทั่วโลก โดยวิเคราะห์ถึงจุดเด่น จุดด้อย อะไรที่เรามีแต่คนอื่นไม่มี เพื่อที่นำไปใช้ในการสร้างเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา
อย่างที่สองคือต้องทำโปรโมชั่นที่สร้างคุณค่า เช่นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องลดราคาลง เนื่องจากจะเป็นการทำลายคุณภาพของโรงแรมของเราเอง และแน่นอนว่า เราต้องดูลักษณะของผู้ที่จะเข้าพัก ที่มีหลายประเภท เช่น นักท่องเที่ยวแบบอิสระหรือนักท่องเที่ยวแบบองค์กร ซึ่งจะมีวิธีการขายที่แตกต่างกันไป และการทำ
โปรโมชั่นที่ดีนั้น ควรจะเป็นการทำเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่นการจองห้องพัก แถมการท่องเที่ยว หรือบริการสปา เป็นต้น
อย่างที่สามคือ มีนโยบายการทำตลาดเชิงขออนุญาต เพื่อให้มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติม โดยส่งจดหมายข่าวออกไป พร้อมข้อเสนอพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น “เรานำเสนอสิทธิพิเศษแบบใหม่ที่เหนือกว่าธรรมดา คลิกที่นี่ เพื่อที่จะเข้าร่วมอยู่ในรายชื่ออีเมลของเรา และจะได้รับการแจ้งแบบส่วนตัวล่วงหน้าสำหรับสิทธิพิเศษของเราก่อนใคร ๆ” เป็นต้น และจะเป็นการสร้างฐานข้อมูลของลูกค้าในอนาคตของเราได้ และที่สำคัญก็คือ ควรจะเก็บ Life-style ของลูกค้ามาด้วยสำหรับเตรียมทำโปรโมชั่นใหม่ ๆ ออกมา
เห็นไหมคะ ท่านผู้อ่านการให้บริการที่เหนือกว่า สามารถทำได้ผ่านการทำการตลาดบนอินเตอร์เน็ตของโรงแรม ซึ่งเป็นวิธีการง่าย ๆ และเป็นเครื่องมือที่มีราคาถูกที่สุดที่ทำให้มีลูกค้าเข้ามาจองที่พัก หรือใช้บริการได้มากขึ้น และในภาวะเช่นนี้ JobsDB เองก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อคิดเห็นดี ๆ เพื่อที่จะทำให้ปริมาณแขกที่เข้าพักของโรงแรมของท่านมีเพิ่มขึ้นด้วยนะคะ
วิธีประหยัดพลังงานสำหรับธุรกิจโรงแรม
การดำเนินธุรกิจโรงแรมนั้น การให้บริการลูกค้าและอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ในบางครั้งการบริการที่ประทับใจก็อาจมีส่วนที่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานได้ เช่น การที่แขกเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ในตอนกลางวันที่เขาไม่อยู่ห้อง ก็เป็นการสิ้นเปลืองไฟฟ้าโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีวิธีวิธีดี ๆ ที่จะช่วยประหยัดพลังงานสำหรับธุรกิจโรงแรมมาฝากท่านผู้อ่านค่ะ
1.ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ
อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ หรือเทอร์โมสตัท เพื่อใช้ในการตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้องพัก เมื่อไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ภายในห้องเลยสักพักหนึ่ง ระบบไฟฟ้า แอร์ อุปกรณ์ทำความร้อนหรือความเย็นก็จะหยุดทำงาน หรือลดระดับเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ซึ่งช่วยลดความสิ้นเปลืองไฟฟ้าไปได้มากทีเดียว
2.ใช้แผงโซลาเซลล์สร้างพลังงานแสงอาทิตย์
ถ้าโรงแรมสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองได้ ย่อมช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงานภายในตัวอาคารก็เป็นวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ถ้าวันไหนมีแสงแดดน้อยก็สามารถปรับเปลี่ยนกลับมาใช้ไฟฟ้าตามปกติได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ไม่เพียงเท่านั้น หากโรงแรมของคุณมีขนาดใหญ่สามารถผลิตพลังงานได้มากจนเหลือใช้ ในบางประเทศสามารถขายพลังงานให้แก่พื้นที่ใกล้เคียง เพิ่มรายได้ให้โรงแรมได้อีกทางหนึ่ง
3.ใช้ทีวีจอแบน และ LCD Monitor ก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้
ผู้ผลิตโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันตระหนักถึงผลเสียจากผลิตภัณฑ์ของพวกเขามากขึ้น จึงได้มีการผลิตทีวีจอแบน และ LCD Monitor ขึ้นมาแทนทีวี และมอนิเตอร์แบบเก่า เพราะสารเคมีที่อยู่ในทีวีและมอนิเตอร์รุ่นใหม่นั้น ยังไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเด่นชัดเท่ากับทีวี และมอนิเตอร์แบบเก่า
4.หันมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไส้
ที่เห็นมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องนั้นเป็นเพราะว่า มีการพิสูจน์แล้วถึงประสิทธิภาพและการรักษาสิ่งแวดล้อมที่มากกว่า โดยเฉลี่ยแล้วหลอดไส้มีราคาถูกกว่า แต่ระยะเวลาการใช้งานก็น้อยกว่า ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหลอดฟลูออเรสเซนต์แล้วพบว่า หลอดไส้ราคาหลอดละ 20 บาท แต่ก็ใช้งานได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ในขณะที่หลอดฟลูออเรสเซนต์มีราคา 50-100 บาท แต่สามารถใช้ได้นานถึง 6 ปีเลยทีเดียว ที่สำคัญหลอดไส้ใช้ความร้อนในการสร้างแสงสว่างมากกว่า จึงเปลืองพลังงานมากกว่า ดังนั้น หันมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์กันดีกว่า เพราะประหยัดพลังงานได้มากว่าค่ะ
5.ดูแลรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
ในระบบทำความเย็นนั้น คอยล์ร้อนและคอยล์เย็นถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมากในระบบการปรับอากาศ ถ้าเราปล่อยให้มันสกปรกมากเกินไป คอมเพรสเซอร์ก็จะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อที่จะได้อุณหภูมิในระดับที่เป็นที่ต้องการของเทอร์โมสตัท ดังนั้น การทำความสะอาดคอยล์ร้อนและคอยล์เย็นอย่างสม่ำเสมอจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยืดอายุการใช้งาน และประหยัดพลังงานได้อย่างแน่นอน
งานโรงแรม นอกจากการให้บริการที่น่าประทับใจแล้ว ในความประทับใจนั้นยังสามารถช่วยประหยัดพลังงาน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ก็สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมากเลยล่ะค่ะ
การดำเนินธุรกิจโรงแรมนั้น การให้บริการลูกค้าและอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ในบางครั้งการบริการที่ประทับใจก็อาจมีส่วนที่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานได้ เช่น การที่แขกเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ในตอนกลางวันที่เขาไม่อยู่ห้อง ก็เป็นการสิ้นเปลืองไฟฟ้าโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีวิธีวิธีดี ๆ ที่จะช่วยประหยัดพลังงานสำหรับธุรกิจโรงแรมมาฝากท่านผู้อ่านค่ะ
1.ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ
อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ หรือเทอร์โมสตัท เพื่อใช้ในการตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้องพัก เมื่อไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ภายในห้องเลยสักพักหนึ่ง ระบบไฟฟ้า แอร์ อุปกรณ์ทำความร้อนหรือความเย็นก็จะหยุดทำงาน หรือลดระดับเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ซึ่งช่วยลดความสิ้นเปลืองไฟฟ้าไปได้มากทีเดียว
2.ใช้แผงโซลาเซลล์สร้างพลังงานแสงอาทิตย์
ถ้าโรงแรมสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองได้ ย่อมช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงานภายในตัวอาคารก็เป็นวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ถ้าวันไหนมีแสงแดดน้อยก็สามารถปรับเปลี่ยนกลับมาใช้ไฟฟ้าตามปกติได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ไม่เพียงเท่านั้น หากโรงแรมของคุณมีขนาดใหญ่สามารถผลิตพลังงานได้มากจนเหลือใช้ ในบางประเทศสามารถขายพลังงานให้แก่พื้นที่ใกล้เคียง เพิ่มรายได้ให้โรงแรมได้อีกทางหนึ่ง
3.ใช้ทีวีจอแบน และ LCD Monitor ก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้
ผู้ผลิตโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันตระหนักถึงผลเสียจากผลิตภัณฑ์ของพวกเขามากขึ้น จึงได้มีการผลิตทีวีจอแบน และ LCD Monitor ขึ้นมาแทนทีวี และมอนิเตอร์แบบเก่า เพราะสารเคมีที่อยู่ในทีวีและมอนิเตอร์รุ่นใหม่นั้น ยังไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเด่นชัดเท่ากับทีวี และมอนิเตอร์แบบเก่า
4.หันมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไส้
ที่เห็นมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องนั้นเป็นเพราะว่า มีการพิสูจน์แล้วถึงประสิทธิภาพและการรักษาสิ่งแวดล้อมที่มากกว่า โดยเฉลี่ยแล้วหลอดไส้มีราคาถูกกว่า แต่ระยะเวลาการใช้งานก็น้อยกว่า ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหลอดฟลูออเรสเซนต์แล้วพบว่า หลอดไส้ราคาหลอดละ 20 บาท แต่ก็ใช้งานได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ในขณะที่หลอดฟลูออเรสเซนต์มีราคา 50-100 บาท แต่สามารถใช้ได้นานถึง 6 ปีเลยทีเดียว ที่สำคัญหลอดไส้ใช้ความร้อนในการสร้างแสงสว่างมากกว่า จึงเปลืองพลังงานมากกว่า ดังนั้น หันมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์กันดีกว่า เพราะประหยัดพลังงานได้มากว่าค่ะ
5.ดูแลรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
ในระบบทำความเย็นนั้น คอยล์ร้อนและคอยล์เย็นถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมากในระบบการปรับอากาศ ถ้าเราปล่อยให้มันสกปรกมากเกินไป คอมเพรสเซอร์ก็จะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อที่จะได้อุณหภูมิในระดับที่เป็นที่ต้องการของเทอร์โมสตัท ดังนั้น การทำความสะอาดคอยล์ร้อนและคอยล์เย็นอย่างสม่ำเสมอจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยืดอายุการใช้งาน และประหยัดพลังงานได้อย่างแน่นอน
งานโรงแรม นอกจากการให้บริการที่น่าประทับใจแล้ว ในความประทับใจนั้นยังสามารถช่วยประหยัดพลังงาน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ก็สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมากเลยล่ะค่ะ
ข้อห้ามในการแสดงออกที่ไม่สุภาพต่อแขก
กว่าจะมาเป็นพนักงานบริการไม่ว่าจะเป็นงานโรงแรม หรืองานร้านอาหาร จะต้องได้รับการอบรมเกี่ยวกับเรื่องการแสดงออกที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมในการให้บริการแขก เพื่อสามารถให้บริการแขกได้อย่างน่าประทับใจ และเป็นมืออาชีพ วันนี้เรามีคำเตือนในการแสดงออกของพนักงานที่ต้องพึงระวังในเรื่องความสุภาพต่อแขก 15 ข้อพึงจดจำ ดังต่อไปนี้
1.การล้วง แคะ แกะ เกา เสยผม บิดตัว หักข้อนิ้วมือ
2.การอยู่ไม่สุข เช่น เล่นกับปากกา กุญแจ เหรียญ
3.การจ้องมองแขก ฟังเรื่องที่แขกคุย
4.การโบกมือให้แขก หรือทำวันทยาหัตถ์
5.การเคี้ยวหมากฝรั่ง
6.การชี้นิ้วไปที่แขก
7.การชักสีหน้า แสดงอาการเบื่อ โกรธ หรือไม่พอใจ
8.การหาว การเรอ การจามโดยไม่ป้องปาก การถ่มน้ำลาย
9.การจัดเครื่องแบบขณะปฏิบัติหน้าที่
10.การสัมผัสร่างกาย หรือสิ่งของของแขก
11.การไม่หลีกทางให้แขกเดินก่อน
12.การให้บริการที่ไม่เท่าเทียมกัน
13.การรอทิป หรือนับเงินทิปต่อหน้าแขก
14.การสูบบุหรี่ขณะปฏิบัติหน้าที่
15.การอ่านหนังสือที่เตรียมไว้สำหรับแขก
บางทีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะนั่นหมายถึงการแสดงออกถึงการให้เกียรติแก่แขกของคุณ ดังนั้น 15 ข้อห้ามข้างต้นไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะระมัดระวัง และไม่ทำให้เกิดขึ้น เพื่อการบริการที่น่าประทับใจ ชวนให้กลับมาใช้บริการอีกในครั้งต่อ ๆ ไป
กว่าจะมาเป็นพนักงานบริการไม่ว่าจะเป็นงานโรงแรม หรืองานร้านอาหาร จะต้องได้รับการอบรมเกี่ยวกับเรื่องการแสดงออกที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมในการให้บริการแขก เพื่อสามารถให้บริการแขกได้อย่างน่าประทับใจ และเป็นมืออาชีพ วันนี้เรามีคำเตือนในการแสดงออกของพนักงานที่ต้องพึงระวังในเรื่องความสุภาพต่อแขก 15 ข้อพึงจดจำ ดังต่อไปนี้
1.การล้วง แคะ แกะ เกา เสยผม บิดตัว หักข้อนิ้วมือ
2.การอยู่ไม่สุข เช่น เล่นกับปากกา กุญแจ เหรียญ
3.การจ้องมองแขก ฟังเรื่องที่แขกคุย
4.การโบกมือให้แขก หรือทำวันทยาหัตถ์
5.การเคี้ยวหมากฝรั่ง
6.การชี้นิ้วไปที่แขก
7.การชักสีหน้า แสดงอาการเบื่อ โกรธ หรือไม่พอใจ
8.การหาว การเรอ การจามโดยไม่ป้องปาก การถ่มน้ำลาย
9.การจัดเครื่องแบบขณะปฏิบัติหน้าที่
10.การสัมผัสร่างกาย หรือสิ่งของของแขก
11.การไม่หลีกทางให้แขกเดินก่อน
12.การให้บริการที่ไม่เท่าเทียมกัน
13.การรอทิป หรือนับเงินทิปต่อหน้าแขก
14.การสูบบุหรี่ขณะปฏิบัติหน้าที่
15.การอ่านหนังสือที่เตรียมไว้สำหรับแขก
บางทีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะนั่นหมายถึงการแสดงออกถึงการให้เกียรติแก่แขกของคุณ ดังนั้น 15 ข้อห้ามข้างต้นไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะระมัดระวัง และไม่ทำให้เกิดขึ้น เพื่อการบริการที่น่าประทับใจ ชวนให้กลับมาใช้บริการอีกในครั้งต่อ ๆ ไป
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับพนักงานเสิร์ฟมือโปร
พนักงานบริการมือโปรนั้น เวลาจะเสิร์ฟอาหารจะไม่ถามแขกว่าอาหารจานนี้เป็นของลูกค้าท่านใด แต่จะจดจำให้ได้ว่าใครสั่งอะไร และสามารถเสิร์ฟได้อย่างแม่นยำ ไม่ผิดตัว
ในโรงแรมหรือภัตตาคารที่มีมาตรฐาน จะมีการฝึกอบรมพนักงาน พนักงานเสิร์ฟ บริกร ในการรับคำสั่งอาหารและเสิร์ฟอาหารได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าพนักงานที่นำอาหารมาเสิร์ฟจะเป็นคนละคนกับพนักงานที่รับคำสั่งจากลูกค้าก็ตาม
สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่พลาดในการเสิร์ฟอาหารก็คือ การเขียนแผนผังที่นั่งของแขก (Table Plan/Seating Plan) ก่อนรับคำสั่งอาหาร โดยการกำหนดว่าในแต่ละโต๊ะ จะนับหมายเลขจากซ้ายมือของประตูทางเข้าร้านอาหารเป็นหมายเลข 1 จากนั้นก็ใช้วิธีนับตามเข็มนาฬิกา
นอกจากนี้ ก่อนเสิร์ฟอาหาร พนักงานจะต้องบอกชื่ออาหารก่อนเช่นกัน เพื่อให้แขกรู้ตัวและเพื่อให้แขกแน่ใจว่าสิ่งที่แขกสั่งนั้นถูกต้อง และไม่ผิดตัว
บ่อยครั้งในห้องอาหารที่พนักงานบริการไม่ได้บอกแขกก่อนลงอาหาร จนบางครั้งผิดพลาดลงอาหารผิดโต๊ะ จนแขกรับประทานหมดเรียบร้อยแล้วบอกว่า “รายการนี้ไม่ได้สั่ง” ส่งผลให้เสียเวลา เสียต้นทุน เสียความรู้สึกทั้งแขกและพนักงาน เพียงแค่บอกให้แขกทราบว่าอะไรที่มาเสิร์ฟนี้คืออะไร ก็จะไม่เกิดข้อผิดพลาดเช่นนี้ขึ้น
ยิ่งในกรณีที่แขกเข้ามารับประทานอาหารพร้อมคุยเรื่องธุรกิจไปด้วย การบอกให้แขกรู้ตัวก่อนเสิร์ฟอาหาร ยิ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น ต้องขออนุญาตแขกก่อน มิฉะนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุ เช่น อาหารหกลงบนเอกสารสำคัญของแขก หรือจังหวะเข้าไม่ดีอาหารหรือจานโดนแขก เป็นต้น
แค่เพียงกล่าว “ขอโทษครับ ข้าวผัดปูครับ” ก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้การทำให้แขกสนใจก่อนลงอาหาร ด้วยการไอ สัมผัสแขก หรือส่งเสียง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการ ไม่สุภาพ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ในการสร้างความประทับใจให้กับแขก พนักงานบริการควรจดจำคำวิเศษที่นิยมใช้กัน 5 คำ ดังนี้
•ก่อนจะรบกวนใครทำอะไร ควรพูดคำ “ขอโทษ” (Excuse Me)
•หากมั่นใจว่าสิ่งที่ลูกค้าขอนั้นเราสามารถจัดหาหรือทำได้โดยไม่ยุ่งยากนัก ควรพูดว่า “ได้ครับ” (Certainly)
•เมื่อทำผิดพลาดควรพูดว่า “ขอโทษ” (I’m Sorry)
•เมื่อมีใครทำอะไรให้เรา ควรกล่าวคำ “ขอบคุณ” (Thank You)
•เมื่อมีแขกกล่าวคำขอบคุณเรา เราก็ควรบอกว่า “เรายินดีที่จะให้บริการ (You’re Welcome)
เทคนิคเหล่านี้ไม่ยาก และยังจะช่วยสร้างความประทับใจให้กับแขกติดใจในบริการ ต้องการที่กลับมาใช้บริการที่ร้านอาหารของคุณอีก หรือดีกว่านั้น เขาอาจบอกต่อเพื่อน ๆ ให้มาใช้บริการร้านคุณอีกด้วย
พนักงานบริการมือโปรนั้น เวลาจะเสิร์ฟอาหารจะไม่ถามแขกว่าอาหารจานนี้เป็นของลูกค้าท่านใด แต่จะจดจำให้ได้ว่าใครสั่งอะไร และสามารถเสิร์ฟได้อย่างแม่นยำ ไม่ผิดตัว
ในโรงแรมหรือภัตตาคารที่มีมาตรฐาน จะมีการฝึกอบรมพนักงาน พนักงานเสิร์ฟ บริกร ในการรับคำสั่งอาหารและเสิร์ฟอาหารได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าพนักงานที่นำอาหารมาเสิร์ฟจะเป็นคนละคนกับพนักงานที่รับคำสั่งจากลูกค้าก็ตาม
สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่พลาดในการเสิร์ฟอาหารก็คือ การเขียนแผนผังที่นั่งของแขก (Table Plan/Seating Plan) ก่อนรับคำสั่งอาหาร โดยการกำหนดว่าในแต่ละโต๊ะ จะนับหมายเลขจากซ้ายมือของประตูทางเข้าร้านอาหารเป็นหมายเลข 1 จากนั้นก็ใช้วิธีนับตามเข็มนาฬิกา
นอกจากนี้ ก่อนเสิร์ฟอาหาร พนักงานจะต้องบอกชื่ออาหารก่อนเช่นกัน เพื่อให้แขกรู้ตัวและเพื่อให้แขกแน่ใจว่าสิ่งที่แขกสั่งนั้นถูกต้อง และไม่ผิดตัว
บ่อยครั้งในห้องอาหารที่พนักงานบริการไม่ได้บอกแขกก่อนลงอาหาร จนบางครั้งผิดพลาดลงอาหารผิดโต๊ะ จนแขกรับประทานหมดเรียบร้อยแล้วบอกว่า “รายการนี้ไม่ได้สั่ง” ส่งผลให้เสียเวลา เสียต้นทุน เสียความรู้สึกทั้งแขกและพนักงาน เพียงแค่บอกให้แขกทราบว่าอะไรที่มาเสิร์ฟนี้คืออะไร ก็จะไม่เกิดข้อผิดพลาดเช่นนี้ขึ้น
ยิ่งในกรณีที่แขกเข้ามารับประทานอาหารพร้อมคุยเรื่องธุรกิจไปด้วย การบอกให้แขกรู้ตัวก่อนเสิร์ฟอาหาร ยิ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น ต้องขออนุญาตแขกก่อน มิฉะนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุ เช่น อาหารหกลงบนเอกสารสำคัญของแขก หรือจังหวะเข้าไม่ดีอาหารหรือจานโดนแขก เป็นต้น
แค่เพียงกล่าว “ขอโทษครับ ข้าวผัดปูครับ” ก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้การทำให้แขกสนใจก่อนลงอาหาร ด้วยการไอ สัมผัสแขก หรือส่งเสียง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการ ไม่สุภาพ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ในการสร้างความประทับใจให้กับแขก พนักงานบริการควรจดจำคำวิเศษที่นิยมใช้กัน 5 คำ ดังนี้
•ก่อนจะรบกวนใครทำอะไร ควรพูดคำ “ขอโทษ” (Excuse Me)
•หากมั่นใจว่าสิ่งที่ลูกค้าขอนั้นเราสามารถจัดหาหรือทำได้โดยไม่ยุ่งยากนัก ควรพูดว่า “ได้ครับ” (Certainly)
•เมื่อทำผิดพลาดควรพูดว่า “ขอโทษ” (I’m Sorry)
•เมื่อมีใครทำอะไรให้เรา ควรกล่าวคำ “ขอบคุณ” (Thank You)
•เมื่อมีแขกกล่าวคำขอบคุณเรา เราก็ควรบอกว่า “เรายินดีที่จะให้บริการ (You’re Welcome)
เทคนิคเหล่านี้ไม่ยาก และยังจะช่วยสร้างความประทับใจให้กับแขกติดใจในบริการ ต้องการที่กลับมาใช้บริการที่ร้านอาหารของคุณอีก หรือดีกว่านั้น เขาอาจบอกต่อเพื่อน ๆ ให้มาใช้บริการร้านคุณอีกด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)